วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ส่วนประกอบของเครือข่าย

ส่วนประกอบของเครือข่าย



    ส่วนประกอบของเครือข่าย ประกอบด้วย

         1. สายเคเบิล
         2. การ์ดเครือข่าย
         3. อุปกรณ์เพื่อการเชี่อมโยง
         4.เครื่องคอมพิวเตอร์
         5. ซอฟต์แวร์เครือข่าย
         6. โพรโทคอล
      รีพีตเตอร์/ฮับ  เป็นอุกรณ์ทวนสัญญาณ ที่ทำงานอยู่ในชั้นสื่อสารทางกายภาพบนแบบจำลอง OSI
โดยอุปกรณ์ฮับก็คือรีพีตเตอร์ชนิดหนึ่ง แต่เป็นรีพีตเตอร์ที่มีหลายๆ พอร์ต การเชื่องโยงเครือข่ายภาพฮับจะช่วยแค่เพียงเชื่อมโยงเครือข่ายด้วยระยะทางไกลเท่านั้น


      บริดจ์ เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่คล้ายกับสะพานเชี่อมโยงระหว่างเครือข่ายสองเครือข่ายขึ้นไป ทำงานอยู่ในชั้นสือสารกายภาพและชั้นสื่อสารเชื่อมต่อข้อมูล สำหรับเครือข่ายที่เชื่อมโยงผ่านอุปกรณ์บริดจ์นั้่น จะทำให้เกิดการแบ่งแยกเครือข่ายออกจากกัน ช่วยลดการคับคั้งของข้อมูลที่สื่อสารบนเครือข่าย


      สวิตซ์ เป็นอุปกรณ์ที่ผนวกคุณสมบัติระหว่างบิตและฮับเข้าด้วยกันกล่าวคือการทำงานของสวิตซ์จะเหมือนกันบริด์ที่สามารถคัดกลั่นกรองข้อมูลภายในเครือข่ายได้ ในขณะเดียวกัน สวิตซ์ก็มีหลายพอร์เหมือนกันฮับที่สามารถไปเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์หลายเครื่่อง


     แอกเซสพอยต์ เป็นอุปกรณ์สำหรับรับส่งสัญญาณแบบไร้สาย หลังการทำงานคล้ายกับสวิตซ์แต่รับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย




     เร้าเตอร์  จะทำงานในสามลำดับชั้น แรกบนแบบจำลอง OSI ซึ้งประกอดด้วยชั้นสื่อสารทางกายภาพ ชั้นสื่อสารเชื่อมต่อข้อมูล และชั้นสื่อสารควบคุมเครือข่ายเร้าเตอร์จัดเป็นอุปกรณที่สำคัญมากในการเชื่อมโยงเครือข่ายเข้าด้วยกันโดยเฉพาะ เครือข่ายอิเทอร์เน็ต




     เกตเวย์  จะทำงานอยู่บนชั้น 7 ลำดับชั้น โดยมักนำเกตเวย์ไปใช้งานเพื่อเป็นประตูการเชื่อมโยงเครือข่ายกับคอมพิวเตอร์ที่สถาปัตยกรรมระบบที่แตกต่างกัน เช่น เครื่องพีซี กับ เมนเฟรมคอวพิวเตอร์



สื่อกลางส่งข้อมูลและการรับส่งข้อมูลบนเครือข่าย

การส่งสัญญาณแบบเบสแบนด์ เป็นการใช้ช่องทางการสื่อสารเพียงช่องทางเดียวสำหรับการส่งสัญญาณดิจิตอลในแต่ละครั้งในครั้งในช่วงเวลาหนึ่ง
การส่งสัญญาณแบบ บรอดแบนด์ เป็นการใช้ช่องทางการสื่อสารหลายช่องทองเพื่อส่งสัญญาณเพื่อส่งสัญญาณอนาล็อกโดยข้อมูลที่ส่งสามารถลำเลียงอยู่บนช่วงความถี่ที่แตกต่างกัน



สื่อกลางส่งข้อมูลแบบใช้สาย จะใช้สายเพื่อจะลำเลียงข้อมูล ตัวอย่างเช่น สายคู่บิดเกลียว สายโคแอกเชียล และสายใยนำแก้วแสง



             สื่อการส่งข้อมูลแบบไร้สาย จะลำเลียง ข้อมูลภาพทางอากาศ เนื่องจากอากาศมีพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแพร่กระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งมีทั้งคลื่นความถี่ต่ำและคลื่นความถี่สูง ตัวอย่างเช่น คลื่นวิทยุไมโครเวฟ บลูทูธ และอินฟราเรด




การพิจารณาสื่อกลางส่งข้อมูล
    1. ต้นทุน
    2. ความเร็ว
    3. ระยะทางและการขยาย
    4. สภาพแวดล้อม
    5. ความปลอดภัย

วิธีการเข้าถึงสื่อกลาง เป็นการนำโพรโทคอลมาใช้เพื่อควบคุมกลไกการส่งข้อมูล และวิธีแก้ไขเมื่อเกิดการชนกันของกลุ่มข้อมูลขึ้นภายในสายส่ง โพรโทคอลที่นำมาใช้การ ได้แก่ CSMA/CDและ Token Passing

โปรโตคอล CSMA/CD ประกอบด้วยกลไกการทำงาน
     กลไกที่ 1 : การตรวจฟังสัญญาณ
     กลไกที่ 2 : การเข้าถึงสื่อการรวมข้อมูล
     กลไกที่ 3 : การตรวจจับการชนสัญญาณ


โพรโทคอล Token Passing เป็นวิธีการเข้าถึงสือกลางที่ไมมีการชนกันของกลุ่มข้อมูลเลย ทั้งนี้จะมีรหัสโทเก้นคอยวิ่งอยู่บนสายส่ง เพื่อให้โหนดที่ต้องการส่งได้ครอบครองโดยโหนดที่ครอบครองรหัสโทเก้นเท่านั้น ที่จะสามารถส่งข้อมูลบนเครือข่ายได้ เมื่อส่งข้อมูลเสร็จสมบูรณ์จึงค่อยปลดรหัสโทเก้น เพื่อให้โหนดอื่นครอบครองต่อไป


การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย

การเชื่อมเครือข่าย สามารถเชื่อมต่อได้ 2 วิธีด้วยกัน คือ
        1.การเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุด
        2.การเชื่อมต่อแบบหลายจุด

โทโพโลยีแบบบัส จะมีสายเคเบิลเส้นหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นสายแกนหลักสำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์บนเครือข่ายทั้งหมด


โทโพโลยีแบบดาว จะมีอุปกรณ์ฮับเป็นศูนย์กลาง โดยทุกๆ โหนดบนเครือข่ายจะต้องเชื่อมโยงสายเคเบิลเข้ากับฮับแห่งนี้


โทโพโลยีแบบวงแหวน โหนดแรกและโหนดสุดท้ายจะเชื่อมโยงถึงกัน ทำให้เกิดมุมมองทางกายภาพเป็นรูปวงกลมขึ้นมา แต่ละโหนดบนเครือข่ายแบบวงแหวนจะส่งทอดสัญญานไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยการส่งทอดไปยังทีละโหนดถัดไปเรื่อยๆซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องทวนสัญญานไปในตัว



โครงการหมายเลข 802 เป็นโครงการที่ใหญ่มาก ประกอบไปด้วยสมาชิกที่มาจากบริษัทผู้ผลิตและสถาบันการฝึกษาที่น่าสนใจในหัวข้อเรื่องเครือข่ายท้องถิ่นและอินเตอร์เน็ตเวิร์ก โดยคณะกรรมการ

ย่อยของแต่ละชุดในโครงการ 802 จแยกกันพัฒนามาตราฐานเครือข่ายท้องถิ่นที่แตกต่างกัน มีการใช้เลขจุดทศนิยมเพื่อแบ่งแยกเป็นโครงการย่อยๆ
IEEE 802.3 เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดมาตรฐานของโพรโทคอลอีเทอร์เน็ต
IEEE 802.11 เกี่ยวขข้องกับข้อกำหนดมาตราฐานของเครือข่ายท้องถิ่นแบบไร้สาย

ระบบเครือข่ายท้องถิ่น ประกอบด้วย อีเทอร์เน็ต ไอบีเอ็มโทเก้นริง และเอฟดีดีไอ
ไอบีเอ็มโทเก้นริง เป็นเครือข่ายที่บริษัทไอบีเอ็มเป็นผู้พัฒนาขึ้นมา ด้วยการใช้โพรโทคอลToken Passing

เอฟดีดีไอ จะใช้กลไกการส่งข้อมูลแบบ Token Passing  เช่นเดียวกับไอบีเอ็มโทเก้นริง แต่เอฟดีดีไอ จะทำงานด้วยความเร็วสูงแบบไฟเบอร์ออปติก ทั้งนี้เอฟดีดีไอยังสามารถออกแบบเพื่อรองรับความเสียหหายของระบบได้ ด้วยการเพิ่มวงแหวนในเครือข่ายเพิ่มอีก รวมเป็น 2 วงแหวนด้วยกันซึ่งประกอบด้วยวงแหวนปฐมภูมิ และวงแหวนทุติยภูมิ



อีเทอร์เน็ต ยังสามารถเชื่อต่อได้ รูปแบบด้วยกัน คือ 10Base5, 10Base2, และ 10BaseT ที่ส่งข้อมูลบนควาเร็ว 10เมกะบตต่อวินาที แต่ในปัจจุบันได้พัฒนาความเร็วเป็็นสวิตช์อีเทอร์เน็ต อีเทอร์เน็ตความเร็วสูง และกิกะบิตอีเทอร์เน็ต

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ระบบปฏิบัติการของระบบคอมพิวเตอร์ 
       (computer-system operation)
ระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ปัจจุบันประกอบด้วย ซีพียู และกลุ่มของตัวควบคุมอุปกรณ์
(device controller) ซึ่งเชื่อมต่อเพื่อเข้าถึงหน่วยความจำผ่านทางบัสระบบ (system bus)
อุปกรณ์แต่ละชนิดจะมีตัวควบคุมอุปกรณ์เฉพาะแยกจากกัน โดยมี local buffer
ซีพียูและตัวควบคุมอุปกรณ์ทั้งหมดสามารถทำงานไปพร้อมๆ กันได้
ซีพียูจะย้ายข้อมูลเข้า/ออกระหว่างหน่วยความจำหลักกับ local buffer
ตัวควบคุมอุปกรณ์จะบอกซีพียูว่าอุปกรณ์ทำงานเสร็จแล้วหรือยังโดยวิธีขัดจังหวะ (interrupt)
เพื่อประกันว่าลำดับการเข้าถึงหน่วยความจำนี้เป็นไปอย่างถูกต้อง
จะเป็นหน้าที่ของตัวควบคุมหน่วยความจำที่จะเป็นผู้คอยจัดจังหวะ





          เมื่อเปิดเครื่องหรือรีบูต (reboot) จะมีโปรแกรมเล็กๆ ถูกโหลดเข้าหน่วยความจำหลักเพื่อ
ใช้ในการเริ่มระบบ เรียกว่า โปรแกรมปลุกเครื่อง หรือโปรแกรมบูต (bootstrap program)
เมื่อ os ถูกบรรจุ (load) เข้ามาไว้ในหน่วยความจำแล้วจึงเริ่มกระบวนการเริ่มต้น (init process)
 หรือ UPP (Universal Progenitor Process) และพร้อมที่ทำงานโดยการรอคอยเหตุการณ์บางอย่าง
เหตุการณ์จะเกิดขึ้นโดยอาศัยสัญญาณการขัดจังหวะ (interrupt) ซึ่งถูกส่งมาโดยฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์

หน้าที่ของการขัดจังหวะ Common Functions of Interrupts
ฮาร์ดแวร์อินเทอร์รัพท์จะถูกส่งไปยังซีพียูผ่านทางบัสระบบ
ซอฟต์แวร์อินเทอร์รัพท์จะอาศัยคำสั่งปฏิบัติการพิเศษที่เรียกว่า การเรียกระบบ (system call หรือ monitor call)การขัดจังหวะแต่ละชนิดจะได้รับการตอบสนองด้วย service routine ที่เหมาะสมกับการขัดจังหวะนั้นๆเมื่อซีพียูถูกขัดจังหวะมันจะหยุดทำงานชั่วคราวเพื่อให้อุปกรณ์ทำการถ่ายข้อมูลจนแล้วเสร็จ
เพื่อป้องการสูญเสียการขัดจังหวะ (lost interrupt) จากนั้น ซีพียูจึงจะกลับไปทำงานที่ค้างอยู่ต่อไป
OS จะรักษาสถานะของซีพียูปัจจุบันไว้โดยเก็บเรจิสเตอร์และตัวนับโปรแกรมขณะนั้น (program counter)

การขัดจังหวะจะส่งมอบการควบคุมไปยัง รูทีนบริการขัดจังหวะ (interrupt service routine)
 ผ่านทาง อินเทอร์รัพต์เว็กเตอร์ (interrupt vector) ซึ่งบรรจุที่อยู่ของรูทีนบริการทั้งหมดไว้
สถาปัตยกรรมการขัดจังหวะจะต้องจัดเก็บที่อยู่ของคำสั่งที่ถูกขัดจังหวะ
แทร็บ (Trap) คือการขัดจังหวะโดยซอฟต์แวร์ที่อาจเกิดโดยข้อผิดพลาด หรือผู้ใช้ร้องขอ
ในฐานะนี้ OS จึงเป็น interrupt driven.


I/O Structure
หลังจาก i/o เริ่มต้น, การควบคุมจะถูกส่งกลับไปยังโปรแกรมผู้ใช้เมื่อปฏิบัติการของ i/o
สิ้นเสร็จลง (I/O completion) เท่านั้น
รอคำสั่งว่างของซีพียู (CPU idle) จนกว่าจะถึงการขัดจังหวะถัดไป
รอลูป (Wait loop) เพื่อใช้หน่วยความจำ
อย่างน้อยการร้องขอ i/o หนึ่งครั้งเสร็จสิ้นลงและไม่ต้องทำงานต่อไป
หลัง i/o เริ่มต้น, การควบคุมจะถูกส่งกลับไปยังโปรแกรมผู้ใช้โดยปราศจากการรอให้ i/o
ปฏิบัติการเสร็จสิ้น (I/O completion)
การเรียกระบบ (System call) – การร้องขอไปยัง OS
เพื่อขอให้ผู้ใช้รอจนกว่าปฏิบัติการของ i/o จะเสร็จสิ้น
ตารางสถานะอุปกรณ์ (Device-status table) บรรจุรายการเกี่ยวกับการขอใช้อุปกรณ์
 เช่น ชนิด ที่อยู่ และสถานะ เป็นต้น
OS จะสร้างดัชนีชี้ไปยังตารางอุปกรณ์ i/o
เพื่อดูสถานะของอุปกรณ์ และแก้ไขรายการในตาราง รวมทั้งการขัดจังหวะ



วิธีที่ซีพียูต้องรอให้การเสร็จสิ้นไอ/โอ เสียก่อนนี้ เรียกว่า ประสานเวลา หรือซิงโครนัส (synchronous)
ส่วนวิธีที่ตรงกันข้ามเรียกว่า ไม่ประสานเวลา หรืออะซิงโครนัส (asynchronous)
ในกรณีที่เป็นประสานเวลา ซึ่ง ซีพียูต้องรอให้การเสร็จสิ้นไอ/โอ นั้น ในระหว่างที่ซีพียูรอ
จำเป็นต้องมีคำสั่งพิเศษ เรียกว่า คำสั่งรอ (wait instruction)ไปเรื่อยๆ
จนกว่าจะได้รับการขัดจังหวะใหม่



ในกรณีของอะซิงโครนัส i/oจะเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ ในระหว่างที่ i/o กำลังทำงานอยู่
 ซีพียูสามารถดำเนินการงานอื่นหรือเริ่มทำ i/o ของอุปกรณ์ตัวอื่นไปพร้อมๆ กันได้
แต่การเหลื่อมการทำงานในลักษณะนี้ก็ยังมีข้อจำกัดเนื่องจากความแตกต่างกันระหว่างความเร็ว
ของ i/o กับซีพียูมีมากต้องใช้ DMA เข้ามาช่วย


โครงสร้าง DMA (DMA Structure)
DMA (Direct Memory Access) จะใช้ในอุปกรณ์ไอ/โอ ที่มีความเร็วสูง เช่น เทป ดิสก์ เครือข่ายสื่อสาร เป็นต้น
ถ้าโปรแกรมผู้ใช้หรือ OS ต้องการรับ-ส่งข้อมูล, OS จะหา บัฟเฟอร์ที่ต้องการ (บัฟเฟอร์ว่าง สำหรับนำเข้า, บัฟเฟอร์เต็มสำหรับส่งออก)
จากอาณาบริเวณของบัฟเฟอร์จากนั้น ตัวขับอุปกรณ์จะเซ็ตค่าเรจิสเตอร์ของตัวควบคุม DMA เพื่อระบุต้นทาง
 ปลายทาง และขนาดที่จะส่งหลังจากนั้น DMA จะควบคุมและดำเนินการส่งข้อมูลระหว่าง i/o กับหน่วยความจำ
ในระหว่างนั้น ซีพียูก็เป็นอิสระที่ทำงานอย่างอื่นได้ จนกระทั่งการส่งข้อมูลเสร็จสิ้น DMA จะส่งสัญญาณขัดจังหวะซีพียู อีกครั้งหนึ่ง



โครงสร้างของหน่วยเก็บ  (Storage Structure)
โดยหลักการแล้ว  เราต้องการฝังโปรแกรมและข้อมูลไว้ภายในหน่วยความจำหลักอย่างถาวรตลอดเวลา  แต่เป็นไปไม่ได้ด้วยสาเหตุสำคัญ 2 ประการ
หน่วยความจำหลักมีขนาดน้อยเกินกว่าที่จะสามารถเก็บโปรแกรมและข้อมูลที่ต้องการไว้ทั้งหมดได้
หน่วยความจำหลักเป็นอุปกรณ์ประเภทหน่วยเก็บลบเลือนได้ (volatile storage)
จึงจำเป็นต้องมีหน่วยเก็บรอง (secondary storage) ที่สามารถเก็บโปรแกรมและข้อมูลปริมาณมากไว้ได้อย่างถาวร
ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาได้แก่
     ความเร็ว
     ต้นทุน
     ขนาด
     การลบเลือนได้


จานแม่เหล็ก (Magnetic Disk)
ความเร็วของดิสก์มาจาก 2 ส่วน
transfer rate คืออัตราความเร็วที่ใช้ในการส่งถ่ายข้อมูลจากอุปกรณ์ไปยังคอมพิวเตอร์
ซึ่งมีหน่วยวัดเป็นเมกะบิตต่อวินาที (megabit per second)positioning time
หรือ random access time ซึ่งมีหน่วยวัดเป็นมิลลิวินาที (millisecond) ประกอบด้วย
seek time เป็นเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนหัวอ่านไปยังร่อง (track) ที่ต้องการ
-rotational latency เป็นเวลาที่ใช้ในการค้นหาเซกเตอร์ที่ต้องการ





Caching
ใช้เป็นหน่วยความจำความเร็วสูงในการเก็บข้อมูลที่มักถูกเรียกใช้งานบ่อย
จำเป็นต้องมีนโยบายการจัดการแคช/แทนที่แคช (cache management/replacement  policy)
แคชถูกนำไปใช้ในหน่วยเก็บหลายระดับ อาจมีปัญหาการปรับค่าข้อมูลในแคชแต่ละระดับไม่ถูกต้องได้ เรียกว่า การเกาะกลุ่ม
และความต้องกัน (Coherency and Consistency)


การป้องกันระดับฮาร์ดแวร์ Hardware Protection
    -Dual-Mode Operation
    -I/O Protection
    -Memory Protection
    -CPU Protection

การดำเนินการโหมดคู่กัน  (Dual-Mode Operation)
เพื่อประกันความถูกต้องของการปฏิบัติการและทุกโปรแกรม ตลอดทั้งข้อมูลของโปรแกรมเหล่านั้นจากการรุกรานของโปรแกรมผิดปกติ
การปกป้องนี้มีความจำเป็นต้องใช้ โหมด (modes) ในการปฏิบัติการ ได้แก่
    โหมดผู้ใช้ (user mode)
    โหมดมอนิเตอร์ (monitor mode)
ทั้งสองโหมดจะใช้ฮาร์ดแวร์เข้ามาช่วย โดยกำหนด mode bit ให้ monitor (0)
และ user (1) ทำให้ปฏิบัติการกับคำสั่งบางอย่างจะสามารถทำได้ด้วยเฉพาะในฐานะของระบบปฏิบัติการเท่านั้นและบางคำสั่งจะทำได้ในฐานะของผู้ใช้




การออกแบบระบบปฏิบัติการโดยป้องกันคำสั่งระดับเครื่องที่อาจเป็นอันตรายอย่างเช่นคำสั่งจำพวก คำสั่งอภิสิทธิ์
 (privileged instructions)โดยกำหนดให้ฮาร์ดแวร์จะยอมรับคำสั่งประเภทอภิสิทธิ์จากการ
ปฏิบัติการใน monitor mode เท่านั้น  ถ้ามีความพยายามที่จะเรียกใช้คำสั่งเหล่านี้จาก user mode
,  ฮาร์ดแวร์จะถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดปกติและจะ trap ไปยังระบบปฏิบัติการทันที

การป้องกัน i/o (I/O Protection)
กำหนดให้ทุกคำสั่งเกี่ยวกับ i/o เป็นคำสั่งอภิสิทธิ์
ต้องประกันว่าโปรแกรมผู้ใช้จะไม่ได้รับอนุญาตให้ควบคุมคอมพิวเตอร์ในฐานะโหมดมอนิเตอร์ได้


การป้องกนหน่วยความจำ  (Memory Protection)
ต้องปกป้อง interrupt vector (ตารางที่เก็บตัวชี้ไปยัง interrupt service) ไม่ให้ถูกแก้ไขค่าได้โดยโปรแกรมผู้ใช้
และปกป้องรูทีนบริการขัดจังหวะ (interrupt service routine) ในระบบปฏิบัติการไม่ให้ถูกแก้ไขได้
จุดมุ่งหมายก็เพื่อป้องกันการรุกล้ำระบบปฏิบัติการจากโปรแกรมผู้ใช้ และป้องกันโปรแกรมผู้ใช้จากการรุกล้ำของผู้ใช้คนอื่นทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา


ทำได้โดยจัดสรรหน่วยความจำออกเป็นส่วนๆ โดยยินยอมให้โปรแกรมผู้ใช้เข้าถึงได้เฉพาะพื้นที่ของตนเองที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ด้วยการใช้ เรจิสเตอร์ 2 ตัว
        base register เก็บค่าเริ่มต้นของหมายเลขตำแหน่งหน่วยความจำที่ยอมให้ใช้งานได้
         limit register เก็บค่าขนาดของพื้นที่หน่วยความที่จะยอมให้ใช้ได้
พื้นที่ของหน่วยความจำอาจแบ่งออกเป็นส่วนหลักๆ ได้แก่ ส่วนของระบบปฏิบัติการ และ ส่วนของผู้ใช้
          โดยที่ ซีพียู จะกำหนดหมายเลขพื้นที่หน่วยความจำทั้งหมดไว้ใน เรจิสเตอร์ ด้วย monitor mode
ถ้ามีความพยายามที่จะใช้ monitor mode เพื่อเข้าถึง monitor memory หรือรุกล้ำพื้นที่ของผู้ใช้คนอื่น ก็จะเกิด trap ไปยังระบบปฏิบัติการ
base และ limit registers ต้องถูกกำหนดค่าได้โดยระบบปฏิบัติการเท่านั้นโดยการใช้คำสั่งพิเศษประเภทอภิสิทธิ์ (special privileged instruction) ซึ่งทำได้เฉพาะใน monitor mode เท่านั้น

การป้องกันซีพียู (CPU Protection)
โดยที่เราจะต้องปกป้องโปรแกรมผู้ใช้ไม่ให้ติดบ่วงอยู่ในวังวนไม่รู้จบ (infinite loop)
และไม่ยอมส่งคืนการควบคุมให้แก่ระบบปฏิบัติการ  วิธีการนี้เราจะใช้ timer ซึ่งเป็นฮาร์ดแวร์ เข้ามาช่วย
timer สามารถตั้งค่าการขัดจังหวะคอมพิวเตอร์ตามเวลาที่กำหนด ซึ่งอาจเป็นเวลาคงที่หรือแปรเปลี่ยนก็ได้โดยจะถูกใช้อัตราที่คงที่ของนาฬิกาและตัวนับ (counter) ซึ่งระบบปฏิบัติการจะเป็นผู้ตั้งค่าตัวนับ



โครงสร้างระบบ  (system structure)
       

         โครงสร้างอย่างง่าย (simple structure)
         โครงสร้างแบบลำดับชั้น (layered approach)

โครงสร้างอย่างง่าย(simple structure)
โปรแกรมผู้ใช้จึงสามารถเข้าถึง เรียกใช้ และครอบครองทรัพยากรระบบได้อย่างอิสระ และโดยสมบูรณ์
 โดยไม่จำเป็นต้องร้องขอผ่าน monitor mode


โครงสร้างแบบลำดับชั้น  (layered approach)
การออกแบบในลักษณะลำดับชั้นเป็นส่วนๆหรือ modularity
ระดับล่างเป็นระดับที่ใกล้ชิดกับระดับของฮาร์ดแวร์ (layer 0) ขึ้นไปจนถึงระดับบนสุด
(lever N) เป็นระดับของส่วนติดต่อผู้ใช้ (user interface)
คุณลักษณะที่ดีของระบบแบบลำดับชั้น (layered approach)
ความเป็นหน่วย (modularity) ที่อิสระต่อกัน
แต่ละหน่วยมีหน้าที่เฉพาะตามลำดับชั้น
ชั้นล่างจะจัดหาบริการที่เหมาะสมให้ชั้นบน
การสร้าง แก้ไข ตรวจหาความผิดพลาดเป็นเรื่องไม่ยาก
สามารถควบคุมและจำกัดความผิดพลาดในแต่ละระดับ
ยุ่งยากมากในการออกแบบหน้าที่ให้สมบูรณ์ได้ในแต่ละระดับ




เครื่องเสมือน  (virtual machines)
สามารถจำลองสภาพแวดล้อมการทำงานของเครื่องหนึ่งให้สามารถปฏิบัติการบนโครงสร้างพื้นฐานของอีกเครื่องหนึ่งได้โดยที่โปรแกรมผู้ใช้
หรือโปรแกรมประยุกต์เสมือนว่ากำลังปฏิบัติการอยู่บนเครื่องเดิมจำลองทรัพยากรเชิงกายภาพของระบบให้สามารถถูกใช้ร่วมกันได้แบบเสมือน
เช่น ซีพียู, ระบบสพูลลิง, ระบบแฟ้ม, ดิสก์ และอุปกรณ์ไอ/โอ เป็นต้นการจำลอง monitor mode แบบเสมือน


     ข้อดี
ผู้ใช้สามารถเลือกใช้เครื่องแบบเสมือนเพื่อที่จะได้หลายสภาพแวดล้อม
เครื่องเสมือนแต่ละเครื่องจะมีความเป็นเอกเทศอย่างสมบูรณ์และได้รับการปกป้อง
สามารถทำการทดลอง วิจัยและพัฒนาระบบปฏิบัติการใหม่ๆ และโปรแกรมประยุกต์ได้หลายแพลตฟอร์มโดย
ไม่จำเป็นต้องทดลองปฏิบัติการกับเครื่องจริงๆทุกชนิด



     ข้อด้อย
คำสั่งจำลองหลายชนิดอาจใช้เวลานานในการปฏิบัติการกว่าบนเครื่องจริงๆ ได้
ระบบ I/O เสมือนอาจใช้เวลานานขึ้นในการปฏิบัติการเนื่องจากระบบ spooling




เเหล่งอ้างอิง



https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhHYnWPh0VTclfiyPL3R5wZaY9pCFmryL61-xxQ62cFR-cXmVzlJAj6VjlCV27rEut5aV6kkfOv__Sb3mnvzOmmb39iC5C7nc2571cAAJcT38molIudZDmdi-oO5BBUfHHPURMCTWIVIFMU/s1600/ptxgwgvtycaizkaxapqx.jpg

http://image.slidesharecdn.com/layeredapproachinformationsecurityrecommendations-13094826209391-phpapp02-110630201309-phpapp02/95/layered-approach-information-security-recommendations-2-728.jpg?cb=1309466685

http://www.businessmate.org/userupload/Simple_Organizational_Structure.jpg

http://www.dekdev.com/wp-content/uploads/2012/08/mprotec.jpg

http://bc.feu.ac.th/pichate/os_c2/chapte5.gif

http://os2h.pbworks.com/f/dual%20mode%20operation.JPG

http://www.ilian.io/wp-content/uploads/2011/05/Drawing21.png

https://potanoon.files.wordpress.com/2013/07/15-harddisk.jpg

http://images.slideplayer.in.th/8/2069100/slides/slide_22.jpg

http://images.slideplayer.in.th/11/2918731/slides/slide_22.jpg

http://images.slideplayer.com/24/7380987/slides/slide_8.jpg

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhTurWVSeCm8aXEh3cAfKq06UX4ZrjZ9feflpRzGI_gpGzEmicYpMt0pkFc2dGbpXw7v-HRnblUS9i5J0bRiMvBwk407IUUcOCG_In7KoJz6IlTg2GMOMQuX59-f8rDQQcMMHVsY-yHGT-J/w800-h800/io+device+lanjutan.png

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgGL5D_lj0p04oGUs48JC1hcePGmrkYUjbgIpDHH9x7YTFKhUZByxz0SqMDVHvI5vhXm2bqnYzVWccd99PeiuSHKMHx8hxBg7aXffZkdoow86N4wjGV_0QwU-TJZ-z0HObDVDu_ZOvp3fR7/s1600/computer1.gif


วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559


บทที่ 2 ระบบปฏิบัติการ

ระบบปฏิบัติการ
ระบบปฏิบัติการ ( OS – Operating System )

เป็นซอฟต์แวร์ที่เอาไว้ใช้สำหรับควบคุมและประสานงานระหว่างอุปกรณ์ภายในคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ตั้งแต่ซีพียู หน่วยความจำ ไปจนถึงส่วนนำเข้าและส่งออกผลลัพธ์ (input/outputdevice) บางครั้งก็นิยมเรียกรวม ๆ ว่า แพลตฟอร์ม (platform) )คอมพิวเตอร์จะทำงานได้จำเป็นต้องมีระบบปฏิบัติการติดตั้งอยู่ในเครื่องเสียก่อน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิตเครื่องนั้น ๆ ว่าจะเลือกใช้แพลตฟอร์ม หรือระบบปฏิบัติการอะไรในการทำงาน เราจะพบเห็นระบบปฏิบัติการอยู่ในคอมพิวเตอร์แทบจะทุกประเภทตั้งแต่เครื่องขนาดใหญ่อย่างเครื่องเมนเฟรมจนถึงระดับเล็กสุด เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์พกพาประเภทพีดีเอ

คุณสมบัติการทำงาน

ระบบปฏิบัติการโดยทั่วไปจะมีคุณสมบัติในการทำงานแบบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

การทำงานแบบ Multi – Tasking คือ ความสามารถในการทำงานได้หลาย ๆ งาน หรือหลาย ๆ โปรแกรมในเวลาเดียวกัน เช่น พิมพ์รายงานควบคู่ไปกับการท่องเว็บ ซึ่งในสมัยก่อนการทำงานของระบบปฏิบัติการจะอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า single-tasking ซึ่งจะทำงานทีละโปรแกรมคำสั่ง ผู้ใช้ไม่สามารถที่จะสลับงานไประหว่างโปรแกรมหรือทำงานควบคู่กันได้ แต่สำหรับในปัจจุบันจะพบเห็นลักษณะการทำงานแบบนี้มากขึ้น เช่น ในระบบปฏิบัติการ Windows รุ่มใหม่ ๆ ซึ่งทำให้การใช้งานได้สะดวกและทำงานได้หลาย ๆ โปรแกรม

การทำงานแบบ Multi – Tasking


การทำงานแบบ Multi – User ในระบบการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าไว้ด้วยกันแบบเครือข่าย ระบบปฏิบัติการที่ทำหน้าที่ควบคุมจะมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่เรียกว่า multi-user หรือความสามารถในการทำงานกับผู้ใช้ได้หลาย ๆ คน ขณะที่มีการประมวลผลของงานพร้อม ๆ กัน ทำให้กระจายการใช้ได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น


การทำงานแบบ Multi – User



          ประเภทของระบบปฏิบัติการ

ระบบปฏิบัติการที่ใช้กันโดยทั่วไปในปัจจุบัน อาจนำเอาไปใช้ได้กับคอมพิวเตอร์หลากหลายชนิด ตั้งแต่เครื่องคอมพิวเตอร์ระดับใหญ่จนถึงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก ซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ

    1. ระบบปฏิบัติการแบบเดี่ยว ( stand – alone OS )  

 เป็นระบบปฏิบัติการที่มุ่งเน้นและให้บริการสำหรับผู้ใช้เพียงคนเดียว (เจ้าของเครื่องนั้น ๆ) นิยมใช้สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลและทำงานแบบทั่วไป เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ตามบ้านหรือสำนักงาน ซึ่งจะถูกติดตั้งระบบปฏิบัติการนี้รองรับการทำงานบางอย่าง เช่น พิมพ์รายงาน ดูหนัง ฟังเพลง หรือเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ปัจจุบันพัฒนาให้มีคุณสมบัติที่เป็นลูกข่ายเพื่อขอรับบริการจากเครื่องแม่ข่ายได้ด้วย


DOS (Disk Operating System) เป็นระบบปฏิบัติการซึ่งได้มีการพัฒนาขึ้นเมื่อประมาณปี 1980 เพื่อใช้สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นหลัก ทำงานโดยใช้การป้อนชุดคำสั่งที่เรียกว่า command- line ซึ่งต้องป้อนข้อมูลทีละบรรทัดเพื่อให้เครื่องทำงานตามคำสั่งนั้น ๆ ได้ ผลิตขึ้นมาครั้งแรกมีชื่อเรียกว่า PC-DOS เพื่อใช้กับเครื่องของบริษัทไอบีเอ็ม ภายหลังเมื่อคอมพิวเตอร์ได้รับความนิยมมากขึ้นจนเกิดเครื่องที่ผลิตขึ้นมาเลียนแบบอย่างมากมายคล้ายกับเครื่องของไอบีเอ็ม (IBM compatible ) บริษัทไมโครซอฟต์ซึ่งมีทีมงานที่เคยผลิต PC-DOS ให้กับไอบีเอ็มมาก่อนจึงได้ทำระบบปฏิบัติการแบบใหม่ออกมาเป็นของตนเองและเรียกชื่อใหม่ภายหลังว่า MS-DOS นั่นเอง


Windows การทำงานที่ต้องคอยป้อนคำสั่งทีละบรรทัดเพื่อเรียกทำงานในระบบปฏิบัติการแบบ DOS นั้น สำหรับผู้ใช้ที่ไม่มีความรู้และความชำนาญเพียงพอ มักจะจดจำรูปแบบคำสั่งต่าง ๆ ในการใช้งานได้ไม่ค่อยดีนัก บริษัทไมโครซอฟต์จึงได้นำเอาแนวคิดของระบบการใช้งานที่เรียกว่า GUI (Graphical User Interface) ซึ่งมีผู้คิดค้นขึ้นก่อนหน้านั้นไม่นานนักมาใช้ในระบบปฏิบัติการตัวใหม่ที่มีชื่อว่า Windows เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ใช้และระบบปฏิบัติการสามารถทำงานงานร่วมกันได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นการนำเอารูปแบบของสัญลักษณ์ที่เป็นภาพกราฟิกเข้ามาแทนการป้อนข้อมูลคำสั่งทีละบรรทัดโดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องจดจำคำสั่งต่าง ๆ ก็สามารถใช้งานได้โดยง่าย   Windows ใช้หลักการแบ่งงานออกเป็นส่วน ๆ ที่เรียกว่า หน้าต่างงาน (windows) ซึ่งจะแสดงผลลัพธ์ของแต่ละโปรแกรม ปัจจุบันได้รับความนิยมในการใช้งานอย่างแพร่หลายและมีการผลิตและจำหน่ายออกมาหลายๆ รุ่นด้วยกันWindows XP เป็นเวอร์ชันล่าสุดที่ได้มีการพัฒนาและจำหน่ายไปยังทั่วโลก (เวอร์ชันต่อไปที่คาดว่าจะผลิตออกมามีชื่อรหัสว่า Longhorn คาดว่าจะมีการวางจำหน่ายประมาณปี 2006 – 2007)


Unix เป็นระบบปฏิบัติการที่มักใช้กับผู้ที่มีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์ค่อนข้างมาก รองรับกับการทำงานของผู้ใช้ได้หลาย ๆ คนพร้อมกัน ( multi-user ) การปรับเปลี่ยนและแก้ไขระบบต่าง ๆ มีความยืดหยุ่นในการทำงานได้ดีกว่า ปัจจุบันมีการพัฒนาระบบที่สนับสนุนให้ใช้งานได้ทั้งแบบเดี่ยวและแบบเครือข่าย


Mac OS X เป็นระบบปฏิบัติการที่สร้างขึ้นเพื่อใช้งานเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ของบริษัทแอปเปิ้ลโดยเฉพาะเท่านั้น ซึ่งเน้นการใช้งานประเภทสิ่งพิมพ์ กราฟิก และศิลปะเป็นหลัก รุ่นก่อนหน้านี้จนถึง Mac OS 9 เป็นระบบปฏิบัติการแบบเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร แต่รุ่น OS X (X คือเลข 10 แบบโรมัน) ได้รับการพัฒนามาจากระบบปฏิบัติการแบบ UNIX แต่ก็ยังเป็นแบบเฉพาะตัวอยู่ คือเครื่องของบริษัทอื่นหรือที่ประกอบขึ้นมาเองไม่สามารถที่จะใช้ระบบปฏิบัติการตัวนี้ได้ เนื่องจากใช้ระบบการประมวลผลที่ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้รูปแบบและการทำงานต่าง ๆ ของ Mac OS X จะมีระบบสนับสนุนแบบ GUI เช่นเดียวกันกับระบบปฏิบัติการ Windows (และความจริงใช้มาก่อน Windows เสียด้วยซ้ำ)


Linux เป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมมากเช่นเดียวกัน เนื่องจากเปิด ให้ใช้รวมถึงพัฒนาต่อยอดเพื่อแก้ไขชุดคำสั่งต่าง ๆ ได้ฟรี ในปัจจุบันหลาย ๆ ประเทศได้พยายามส่งเสริมให้มีการใช้ระบบปฏิบัติการตัวนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อลดปัญหาการขาดดุลการค้า เนื่องจากการนำเข้าซอฟต์แวร์จากต่างประเทศ (ระบบปฏิบัติการเป็นสินค้าประเภทหนึ่งที่สามารถผลิตขึ้นมาเพื่อจำหน่ายได้ทั่วโลกเช่นเดียวกับสินค้าประเภทอื่น ๆ ซึ่งหากความต้องการในประเทศมีมาก อาจจำเป็นต้องสั่งเข้าในปริมาณที่มากตามไปด้วย) รวมทั้งเพื่อลดปัญหาในประเด็นของความมั่นคงที่จะไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีของต่างประเทศ อันได้แก่สหรัฐอเมริกาด้วย  ระบบ Linux พัฒนาโดยอาศัยต้นแบบการใช้งานของระบบ Unix และใช้โค้ดที่เขียนและเผยแพร่ในแบบโอเพ่นซอร์ส (open source ) ที่เปิดเผยโปรแกรมต้นฉบับให้ผู้ใช้สามารถจะพัฒนาและแก้ไขระบบต่าง ๆ ได้เองตามที่ต้องการ มีการผลิตออกมาหลายชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป สำหรับประเทศไทยเราก็ได้มีการพัฒนา Linux ออกมาใช้บ้างแล้ว เช่น Linux TLE ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (National Electronics and Computer Technology Center ) หรือ NECTEC (อ่านว่า “ เนค – เทค” ) เป็นต้น Linux มีทั้งแบบที่ใช้สำหรับงานบนเครื่องสำหรับผู้ใช้คนเดียว และแบบที่ใช้สำหรับงานควบคุมเครือข่ายเช่นเดียวกันกับระบบปฏิบัติการแบบ Unix

 

2.  ระบบปฏิบัติการแบบเครือข่าย ( network OS )

เป็นระบบปฏิบัติการที่มุ่งเน้นและให้บริการสำหรับผู้ใช้หลาย ๆ คน ( multi – user ) นิยมใช้สำหรับงานให้บริการและประมวลผลข้อมูลสำหรับเครือข่ายโดยเฉพาะ มักพบเห็นได้กับการนำไปใช้ในองค์กรธุรกิจทั่วไป เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการเหล่านี้เรียกว่า เครื่อง server ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องแม่ข่ายที่ให้บริการข้อมูลต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับผู้ใช้นั่นเอง



Windows Server เป็นระบบปฏิบัติการที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานกับระบบเครือข่ายโดยเฉพาะ รุ่นแรกออกมาในชื่อ Windows NT และพัฒนาต่อมาเป็น Windows 2000 และรุ่นล่าสุดคือ Windows Server 2003 ผลิตออกมาเพื่อรองรับกับการใช้งานในระดับองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง พัฒนาโดยบริษัทไมโครซอฟต์ ส่วนใหญ่เหมาะกับการติดตั้งและใช้งานกับเครื่องประเภทแม่ข่าย (Server )


OS/2 Warp Server เป็นระบบปฏิบัติการเครือข่ายอีกรูปแบบหนึ่ง ออกแบบมาสำหรับการใช้งานคอมพิวเตอร์แบบเครือข่ายสำหรับองค์กรได้เป็นอย่างดี พัฒนาโดยบริษัทไอบีเอ็มเพื่อใช้เป็นระบบที่ควบคุมเครื่องแม่ข่ายหรือ Server เช่นเดียวกัน แต่ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่หวัง และเลิกพัฒนาต่อไปแล้ว


Solaris เป็นระบบปฏิบัติการเครือข่ายที่อยู่ในตระกูลเดียวกับระบบปฏิบัติการ Unix (Unix compatible) พัฒนาขึ้นโดยบริษัทซัน ไมโครซิสเต็มส์ สามารถรองรับการทำงานแบบเครือข่ายได้เช่นเดียวกับระบบอื่น

 

3.  ระบบปฏิบัติการแบบฝัง ( embedded OS )

เป็นระบบปฏิบัติการที่พบเห็นได้ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก เช่น พีดีเอหรือ Smart phone บางรุ่น สามารถช่วยในการทำงานของอุปกรณ์แบบไม่ประจำที่เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เกิดขึ้นมาหลังสุดพร้อม ๆ กับที่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาเหล่านี้ได้รับความนิยมมากขึ้น บางระบบมีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับระบบปฏิบัติการแบบเดี่ยวด้วย เช่น รองรับกับการทำงานทั่วไป ดูหนัง ฟังเพลงหรือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้

ระบบปฏิบัติการแบบฝัง ( Embedded OS ) เรามักจะพบเห็นการใช้งานของระบบปฏิบัติการแบบฝังนี้กับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขนาดพกพา เช่น Palm, pocket PC, Smart phone รวมถึงอุปกรณ์ขนาดเล็กอื่น ๆ ซึ่งพอจะยกตัวอย่างได้ดังนี้



Pocket PC OS (Windows CE เดิม) บริษัทไมโครซอฟต์ ผู้ผลิตระบบปฏิบัติการยักษ์ใหญ่ที่มีความชำนาญจากการสร้างระบบที่ใช้สำหรับเครื่องพีซีมาก่อน ได้หันมาเน้นการผลิตเพื่อใช้งานร่วมกับการควบคุมในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กมากยิ่งขึ้น โดยสร้างระบบปฏิบัติการตัวใหม่ที่มีชื่อเรียกว่า Pocket PC OS (เดิมใช้ชื่อว่า Windows CE หรือ Windows Consumer Electronics แต่มีการตั้งชื่อใหม่นี้ในภายหลังซึ่งเริ่มตั้งแต่เวอร์ชัน 3.0 ขึ้นไป เพื่อให้ชื่อของระบบปฏิบัติการตัวดังกล่าวเหมือนกับชื่อของเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กไปเลย) การทำงานของระบบปฏิบัติการดังกล่าว เป็นลักษณะที่ย่อขนาดการทำงานของ Windows ให้มีขนาดเล็กลงและกะทัดรัดต่อการใช้งานมากขึ้น (scaled-down version ) สามารถรองรับการทำงานแบบ multi-tasking ได้เช่นเดียวกันกับ OS ตัวอื่น ๆ เช่น ท่องเว็บหรือค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตไปได้พร้อม ๆ กับการฟังเพลงหรือตรวจเช็คอีเมล์ได้พร้อม ๆ กับการสร้างบันทึกช่วยจำ เป็นต้น ผู้ใช้ที่คุ้นเคยกับระบบปฏิบัติการของ Windows มาก่อนจะใช้งานได้ง่ายและสะดวกมาก เนื่องจากรูปแบบและหน้าต่างการทำงานจะคล้าย ๆ กัน ปัจจุบันอาจพบเห็นในโทรศัพท์มือถือประเภท Smart phone บางรุ่นบ้างแล้ว


Palm OS เป็นระบบปฏิบัติการที่ถือได้ว่าเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กันกับการนำเอาคอมพิวเตอร์แบบพกพามาใช้ในยุคแรก ๆ เรียกกันว่าเครื่อง Palm ( ผลิตขึ้นโดยบริษัทปาล์ม) ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นมาก่อน Windows CE หรือ Pocket PC OS ของไมโครซอฟต์ (เนื่องจากมีการผลิตเครื่องขึ้นมาใช้งานก่อนนั่นเอง) ปัจจุบันอาจพบเห็นการนำเอาระบบนี้ไปใช้กับคอมพิวเตอร์แบบพกพาของค่ายบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีชั้นนำ นอกเหนือจากเครื่องของบริษัทปาล์มด้วย เช่น Visor (ของค่ายแฮนด์สปริงซึ่งปัจจุบันรวมกิจการเข้ากับบริษัทปาล์มไปแล้ว) และ CLIE (ของค่ายโซนี่ที่ยุติการผลิตไปแล้ว) ซึ่งก็ใช้ระบบปฏิบัติการแบบนี้ด้วยเช่นกัน


Symbian OS เป็นระบบปฏิบัติการที่ออกแบบมาเพื่อรองรับกับเทคโนโลยีการสื่อสารแบบไร้สาย (wireless ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโทรศัพท์มือถือประเภท Smart phone นอกจากนั้นยังสนับสนุนการทำงานแบบหลาย ๆ งานในเวลาเดียวกันได้ด้วย (multi-tasking ) ซึ่งทำให้โทรศัพท์มือถือมีความสามารถที่นอกเหนือจากแค่รับสายพูดคุยในแบบทั่วไปเพียงอย่างเดียว เช่น การบันทึกการนัดหมาย ท่องเว็บ ล่งและรับอีเมล์รวมถึงรับแฟกซ์ได้ในเวลาเดียวกัน ผลิตโดย บริษัทซิมเบียน ซึ่งเป็นบริษัทที่ร่วมทุนระหว่างผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายใหญ่หลายค่าย นำโดย Nokia และ Sony ปัจจุบันมีบริษัทยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ได้เอา OS ชนิดนี้ไปใช้งานแล้วในโทรศัพท์มือถือของตน เช่น Sony Ericsson, Motorola, Nokia และ Samsung เป็นต้น











เเหล่งอ้างอิง
https://preeya034.wordpress.com/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3/

https://preeya034.files.wordpress.com/2014/10/173.jpg

https://preeya034.files.wordpress.com/2014/10/174.jpg

https://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7&biw=1366&bih=604&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ved=0ahUKEwj_wJ3K-_fPAhVEEbwKHb5PAqUQ_AUIBigB#tbm=isch&q=Symbian+OS&imgrc=hCdxdtaMWu14MM%3A

http://symbianos.org/wp-content/uploads/2014/10/feature-2.jpg

http://img.photobucket.com/albums/v337/palmaddicts/xpalmxpalm/ms2.jpg

http://www.pocketpccentral.net/images/feature_graphics/three_2003_ppcs.jpg

http://image.slidesharecdn.com/random-140815011244-phpapp02/95/-11-638.jpg?cb=1408065244

http://getintopc.com/wp-content/uploads/2016/01/Oracle-Solaris-11-Express-2010-Offline-Installer-Download.jpg

https://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/c/c0/OS-2_W4.png

http://www.windowswiki.info/wp-content/uploads/codenames/windows_server_roadmap_aug2009.png

http://image.slidesharecdn.com/random-140815011244-phpapp02/95/-10-638.jpg?cb=1408065244

http://cdn.mos.cms.futurecdn.net/c641d413b4ddefce0b3e3d5ca60f0c01.jpg

http://www.sgcybersecurity.com/wp-content/uploads/2015/08/mac.png

http://core0.staticworld.net/images/idge/imported/article/itw/2014/01/27/unix1982att590-100522074-orig.jpg

https://www.2beshop.com/images/How-To-Buy-Windows10.jpg

https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/9/94/FreeDOS_Beta_9_pre-release5_(command_line_interface)_on_Bochs_sshot20040912.png

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh9_2uSmX_cRYh-T6OjiICTrqqounO6mLafxClLBAp9WJ80W7DHnQgcNp8I3rp1UdLdQH4JbonJ0lZGL_GvnU2n-GRsvCuqwfkMVhpqDom3PpxGj6D6BHTAEJ0ZzV4ftfMKMfGybJzrv_U/s1600/123.jpg